สัมมนาดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สำหรับธุรกิจการค้าชายแดน

สัมมนา ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สำหรับธุรกิจการค้าชายแดน

สัมมนา ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สำหรับธุรกิจการค้าชายแดน

แบงก์กรุงเทพ เชิญโค้ชโรเจอร์ ให้ความรู้ SME ใช้ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง บุกธุรกิจการค้าชายแดน
พร้อมเปิดประสบการณ์จาก 3 นักธุรกิจตัวจริง

ภายในงานสัมมนาพิเศษ “ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สำหรับการค้าชายแดน” โดยธนาคารกรุงเทพ
ที่จัดขึ้นที่ โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ จังหวัดอุดรธานี
นายเตฌิณ โสมคำ (โค้ชโรเจอร์) แนะนำให้ SME ใช้ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจการค้าชายแดน
ว่า การที่ SME ต้องให้ความสำคัญกับการตลาดออนไลน์ในธุรกิจการค้าชายแดนนั้น
เพราะการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าโดยการทำประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจ
โดยส่วนตัวแล้วอยากให้ SME ลองศึกษาวิธีการสื่อสารจากเพจต่าง ๆ ในเฟซบุ๊ก
เช่น เพจทำเนียบขาว ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางการสื่อสารของรัฐบาลสหรัฐฯ กับมวลชน
หรือแม้กระทั่งกองทัพสหรัฐฯ ที่ใช้เฟซบุ๊กในการสื่อสาร

ในปัจจุบันประชาคมโลกอยู่ในยุคที่ไม่ได้รบกันด้วยอาวุธอีกต่อไป
แต่เป็นการต่อสู้กันด้วยข้อมูลข่าวและการสื่อสาร ถ้าหากสามารถสร้างการสื่อสารที่ดีจนมียอดไลค์หรือคนติดตามในเพจเฟซบุ๊กจำนวนมาก
จะถือว่าการสื่อสารนั้นตรงจุด บทความและเนื้อหาต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊กจึงเป็นหัวใจสำคัญ
สร้างรากฐานต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้ นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็ง สร้างอัตลักษณ์ให้กับตราสินค้า (Branding)

โค้ชโรเจอร์แนะนำต่อไปว่า ปัจจุบันนี้การสื่อสารไม่ใช่ทางเดียวอีกต่อไป
แต่เป็นการสื่อสารสองทางที่สามารถตอบโต้ได้ รับรู้ความต้องการของผู้บริโภคได้ทันที อีกไม่นานไทยกำลังจะเข้าสู่ยุค 4.0
ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการสื่อสารตกไปอยู่ในมือของทุกคน การทำบทความและเนื้อหา (Content)
ในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ บทความ รูปภาพ อินโฟกราฟฟิกภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น
เพื่อให้เกิดการแชร์แพร่กระจายเป็นลูกโซ่อย่างรวดเร็ว (Viral Marketing)
ในโลกโซเชียล มีเดียจะมามีอิทธิพลอย่างมากจากนี้ต่อไป
ดังนั้นก่อนที่ SME จะเข้าไปทำการตลาดออนไลน์ จึงจำเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในโลกโซเชียล มีเดียว่ามีวิถีชีวิต รสนิยม ความสนใจอย่างไร
เพื่อให้ตนเองสามารถสอดแทรกเข้าไปในกระแสและความสนใจหลักเหล่านี้ หรืออาจสร้างกระแสใหม่ให้เกิดขึ้นก็ได้

นอกจากนี้การสร้างความเข้มแข็ง อัตลักษณ์ให้กับตราสินค้า (Branding) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกยุคนี้ เนื่องจากทุกวันนี้ หากมีสินค้าขายดีบนโลกออนไลน์ก็จะมีคู่แข่งนำสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันเข้ามาขาย สุดท้ายก็ก่อให้เกิดสงครามหั่นราคา จนผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถยืนหยัดในตลาดได้และตายในที่สุด ด้วยเหตุผลนี้การสร้างความเข้มแข็ง สร้างอัตลักษณ์ให้กับตราสินค้า (Branding) จึงเป็นสิ่งจำเป็นและเข้ามามีบทบาทในการทำการตลาดของยุคนี้ เราสามารถศึกษาได้จากกรณีของร้าน Starbucks ที่เป็นร้านขายกาแฟราคาแพงและมีภาพลักษณ์ที่ดีกับลูกค้าได้นั้นเกิดจากการสร้างความเข้มแข็ง สร้างอัตลักษณ์ให้กับตราสินค้า (Branding) จนราคาไม่มีอิทธิพลการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อสินค้า แต่เป็นการซื้อตราสินค้า (Brand)

โค้ชโรเจอร์ กล่าวว่า เจ้าของสินค้าต้องรู้ว่าตัวเองกำลังขายอะไรอยู่ และลูกค้าต้องการอะไรจากสินค้า ตัวอย่างเช่น SME ขายสว่าน ลูกค้าไม่ได้ต้องการสว่าน แต่ลูกค้าต้องการรู ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่าง JQ ปูม้านึ่ง หรือสยามบานาน่า ต่างรู้ว่ากำลังขายอะไร เข้าใจตัวเองจนกระจ่างแล้วว่าจะขายอะไร จึงไปทำการตลาดและการสื่อสารบนโลกออนไลน์ได้ สิ่งสำคัญที่สุดในการสื่อสารนั้นต้องรู้ว่าลูกค้าหรือผู้บริโภคอยากรับรู้อะไร การสร้างบทความและเนื้อหา (Content) ในรูปแบบต่าง ๆ จึงต้องตรงใจผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กับความต้องการในการขายสินค้าของเรา

“สิ่งที่เราอยากขายกับสิ่งที่ลูกค้าอยากซื้ออาจจะเป็นคนละเรื่องกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม SME บางรายจึงขายของได้ บางรายจึงขายของไม่ได้” โค้ชโรเจอร์ย้ำ

“SME ต้องตั้งถามว่าลูกค้ามาซื้อสบู่อยากได้อะไรกลับไป ซื้อเสื้อผ้าอยากได้อะไรกลับไป อย่างกรณี iPhone จาก Apple ลูกค้าอยากได้อะไรกลับไป เพราะฉะนั้นคำตอบย้อนกลับมาที่ Brand การทำ Branding จึงมีบทบาทสำคัญในการทำธุรกิจ และหากต้องการขายสินค้าเข้าอาเซียน วิธีการทำการตลาดในแต่ละประเทศจึงมีความแตกต่างกัน” โค้ชโรเจอร์ กล่าว

การทำการค้าขายแดนอย่าง เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา นั้น ต้องเข้าในพื้นฐานประชาชนในแต่ละประเทศดังต่อไปนี้

สปป.ลาว

คนใน สปป.ลาว เสพสื่อไทย
ต้องผูกมิตรกับร้านค้า
ความเข้าใจกฎระเบียบ
ให้ความสำคัญกับเวลามากกว่าเงิน
สปป.ลาวไม่ใช่จังหวัดหนึ่งของไทย
เมียนมา

อำนาจต่อรองของผู้ซื้อสูง
ใช้ระบบเงินสด
กฎหมายเปลี่ยนรายอาทิตย์
มองหาตราสินค้าใหม่ ๆ
ระดับราคาโฆษณามี 2 มาตรฐาน
กัมพูชา

เป็นคนที่อยู่กับปัจจุบัน
ไว้ใจคนยาก
แข่งขันกันสูงจากการเปิดเสรีทางการค้า
ทีวีไม่ใช่สื่อ แต่เป็นสัญลักษณ์การลงทุน
นครวัด เขาพระวิหาร คือของสูง
เมื่อ SME สามารถทำความเข้าใจได้อย่างกระจ่างว่าลูกค้าต้องการสิ่งใดจากสินค้าของเรา จากนั้นจึงศึกษาข้อมูลประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการบริโภค สภาวะการแข่งขัน ตลอดจนการสำรวจตลาด เมื่อสิ่งเหล่านี้ชัดเจนแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการสร้างกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

โค้ชโรเจอร์ กล่าวว่าการทำการตลาดออนไลน์บนโซเชียล มีเดียเป็นการทำการตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ไม่ใช่การทำการตลาดแบบมวลชน (Mass Marketing)ในอดีต ต้องสร้างเนื้อหาสาระทางการตลาด (Content Marketing) ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเข้าถึง

นอกจากนี้ในงานสัมมนา “ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สำหรับการค้าชายแดน” ยังได้เชิญแขกรับเชิญที่เป็น SME ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการค้าชายแดนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร้อยเอกหญิง ปิยะนันท์ พรหมสูงวงษ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ สบู่บลันโคชี่ คุณวริศรา เพชรพนมพร ผู้จัดการร้านอาหารแม่หยา และคุณวัชรียา รงค์เดชประทีป กรรมการผู้จัดการบริษัท โอเค ช็อปปิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ด้านร้อยเอกหญิง ปิยะนันท์ พรหมสูงวงษ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ สบู่บลันโคชี่ แนะนำเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะส่งออกสบู่ไปขายประเทศเพื่อนบ้านนั้น ได้มีการสร้างเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าบนเฟซบุ๊ก เพื่อสร้างสังคมของตนเองก่อน ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ของสบู่บลันโคชี่ นอกจากนี้ความสำเร็จของสบู่บลันโคชี่ คือการกระจายสินค้าไปยังผู้ค้ารายย่อยที่มีศักยภาพในการส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 ทำให้สินค้าขายดีมากขึ้น

เช่นเดียวกันกับ คุณวริศรา เพชรพนมพร ผู้จัดการร้านอาหารแม่หยา ที่นำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งเข้ามาใช้ โดยเริ่มต้นจากสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ด้วยการสร้างบทความและสาระทางการตลาด (Content Marketing) บนสื่อของตนเอง เช่นการถ่ายรูปรายการอาหาร นำเรื่องราวที่ลูกค้าได้วิจารณ์เผยแพร่ร้านอาหารในเฟซบุ๊กส่วนตัว นำกลับมาเผยแพร่และแบ่งปันต่อในเพจของแม่หยา นอกจากนี้ร้านแม่หยายังนำบทความที่มีการวิจารณ์แนะนำร้านในสื่ออื่น ๆ มาเผยแพร่ในสื่อของตัวเอง เพื่อช่วยการรับรู้ที่กว้างขวางขึ้น จุดเด่นของเฟซบุ๊กร้านแม่หยาคือมีปุ่มที่ให้สามารถโทรเข้าร้านได้ทันที และทุกบทความที่ปรากฏบนเฟซบุ๊กจะมีหมายเลขโทรศัพท์กำกับเพื่อให้ลูกค้าได้จดจำ

สำหรับคุณวัชรียา รงค์เดชประทีป กรรมการผู้จัดการบริษัท โอเค ช็อปปิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวเสริมว่า การใช้ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สามารถเข้ามาช่วยเสริมการทำการค้าชายแดนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ SME เพราะการทำการตลาดบนโซเชียล มีเดียสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ ใช้งบประมาณที่จับต้องได้ ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ต้องใช้สื่อใหญ่และราคาสูง อีกทั้งยังไม่สามารถวัดความสำเร็จว่าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจริงหรือไม่

โดยสรุปสิ่งที่ SME ต้องตระหนักก่อนทำ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง คือการทำความเข้าใจในตัวสินค้าของเราก่อนว่าต้องการขายอะไร สิ่งใดเป็นจุดแข็งของสินค้า และจะสร้างอัตลักษณ์ให้กับตราสินค้า (Branding) อย่างไร หลังจากนั้นจึงวางกลยุทธ์ว่าจะส่งสารอย่างไรบนสื่อดิจิทัลต่าง ๆ โดยอาศัยการสร้างบทความและเนื้อหา (Content) ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ตรงใจผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กับความต้องการในการขายสินค้าของเรา

ขอบคุณเนื้อหาจาก http://www.smartsme.tv/

สัมมนาที่คุณน่าจะชอบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *